ปฏิบัติการกู้โลกของอุตสาหกรรมแฟชั่นที่มีผู้นำอย่าง Gucci แบรนด์ยักษ์ใหญ่แห่ง Kering

ถึงแม้กระแสไวรัสโคโรนาในปีนี้จะยิ่งใหญ่จนกลบกระแสรักษ์โลกที่เป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงกันอย่างมากมายในปีที่ผ่านมา แต่กลุ่มบริษัทแฟชั่นยักษ์ใหญ่อย่างเคอริ่ง (Kering) เจ้าของแบรนด์ดังมากมาย ทั้งกุชชี่ (Gucci) บาเลนเซียก้า (Balenciaga) โบตเตก้า เวเนต้า (Bottega Veneta) และแซงต์ โลรองต์ (Saint Laurent) เป็นต้น ก็ยังคงวางแผนอย่างต่อเนื่องในการพิชิตเป้าหมายที่พวกเขาเคยประกาศไว้ในปี ค.ศ. 2017 ว่ากลุ่มบริษัทเคอริ่งจะลดปริมาณคาร์บอนฟุตปรินต์ หรือปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยออกมาจากผลิตภัณฑ์แต่ละหน่วยของบริษัททั้งหมดในปริมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี ค.ศ. 2025

ในวันนี้เราจึงจะมาตามดูกันว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เกิดอะไรขึ้นบ้างกับยักษ์ใหญ่แห่งวงการแฟชั่นค่ายนี้ ที่ผลักให้กุชชี่กลายเป็นแบรนด์เนมยักษ์ใหญ่กลุ่มลักซ์ชัวรี่ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในโครงการรักษ์โลก แซงหน้าแบรนด์ยักษ์ชื่ออื่นทั้งหมดในท้องตลาด

THE WORLD FIRST GREEN FASHION SHOW

ปฏิบัติการรักษ์โลกของกุชชี่แบบเต็มรูปแบบอาจเริ่มมานานนมนับตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษที่ 1990s แต่ไฮไลต์สำคัญคือการจัดแสดงแบบเสื้อประจำคอลเล็กชั่นฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2020 ซึ่งจัดขึ้นในเมืองมิลานช่วงเดือนกันยายนในปีที่ผ่านมา นั่นเพราะงานจัดแสดงแบบเสื้อในครั้งนั้นนับเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์การจัดแฟชั่นโชว์ก็ว่าได้ ที่แบรนด์แฟชั่นอย่างกุชชี่ประกาศว่าจะชดเชยปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดที่ถูกปล่อยออกมาจากการจัดแสดงแบบเสื้อครั้งดังกล่าว

“เราจะชดเชยทุกอย่าง ตั้งแต่ก๊าซคาร์บอนที่เกิดจากการเดินทางของแขก 1,000 คน และทีมงานทั้ง 900 คน ซึ่งรวมไปถึงนางแบบ พนักงานสายการผลิต ตลอดจนพนักงานบริษัทกุชชี่ อีกทั้งไม้ที่ใช้ตกแต่งเวทีการจัดแสดงก็จะมาจากการรีไซเคิล โดยผ่านการรับรองจาก Forest Stewardship Council หรือองค์การจัดการด้านป่าไม้ไม่หวังผลกำไร ที่มีนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม” มาร์โก บิซซาร์รี (Marco Bizzarri) ผู้บริหารของกุชชี่กล่าว

การจัดแฟชั่นโชว์ในครั้งนี้ยังถือเป็นการจัดแฟชั่นโชว์จากแบรนด์แฟชั่นเจ้าแรกที่ได้มาตรฐาน ISO 20121 ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลเกี่ยวกับแนวทางการบริหารการจัดงานอีเวนต์อย่างยั่งยืน หรือที่เรียกว่า Event Sustainability Management System ครั้งแรกของโลกอีกด้วย! โดยการจัดแสดงแบบเสื้อมีการเก็บข้อมูลก๊าซคาร์บอนทั้งหมดที่เกิดจากการใช้ทรัพยากรต่างๆ ทั้งไฟฟ้า น้ำ และกระบวนการอื่นๆ ที่ทำให้เกิดของเสีย เพื่อทำการทดแทนตัวเลขก๊าซคาร์บอนที่ถูกใช้ไปในการจัดงาน ผ่านการลดก๊าซคาร์บอนในส่วนต่างๆ ของบริษัททดแทนปริมาณที่ถูกใช้ในอีเวนต์นั่นเอง

ซึ่งหลังจากงานจัดแสดงแบบเสื้อจบลง กุชชี่ยังเป็นส่วนหนึ่งของงาน Green Carpet Fashion Awards ที่ช่วยโปรโมตโลกแฟชั่นรักษ์โลก ซึ่งในงาน อเลสซานโดร มิเคเล (Alessandro Michele) ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ ยังปรากฏโฉมคู่กับนักร้องสาว ลู ดัวยอง (Lou Doillon) ที่สวมชุดราตรีกุชชี่ปักประดับโดยกลุ่มสตรีด้อยโอกาสของเมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย ที่มาจากโครงการชื่อ “I was a Sari” ซึ่งเป็นโครงการสนับสนุนของกุชชี่เองเพื่อโปรโมตแนวคิดเรื่อง Circular Economy หรือระบบเศรษฐกิจแบบหมุนเวียน ที่เป็นการหมุนเวียนเอาทรัพยากรมาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพแบบสูงสุด ตั้งแต่ภาคการผลิต การบริโภค ไปจนถึงการจัดการของเสีย ด้วยกระบวนการใช้ซ้ำ (Reuse) หมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) และการผลิตใหม่ (Re-material) อันจะนำไปสู่ความยั่งยืนของระบบทั้งหมดนั่นเอง

อเลสซานโดร มิเคเล กับ ลู ดัวยอง และมาร์โก บิซซาร์รี ที่งาน Green Carpet Fashion Awards

GOING FULLY CARBON NEUTRAL

นอกจากการริเริ่มเปลี่ยนกิจกรรมการจัดอีเวนต์แฟชั่นโชว์ของกุชชี่ให้เป็นสีเขียวแล้ว กุชชี่ยังทำมากไปกว่านั้น โดยในปีที่ผ่านมา พวกเขายังประกาศชดเชยปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประจำปีที่เกิดจากกระบวนการดำเนินงาน และห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบในโครงการ REDD+ หรือโครงการลดการปล่อยคาร์บอนจากการทำลายป่าและความเสื่อมโทรมของป่าทั้งสิ้น 4 โครงการ โดยกุชชี่จะมีบทบาทในการสนับสนุนการอนุรักษ์ป่าไม้ทั่วโลก อีกทั้งยังกำหนดนโยบายให้บริษัทกุชชี่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนสุทธิเท่ากับศูนย์ในอนาคต ผ่านแนวทางการปฏิบัติทั้งสิ้น 3 ประการ นั่นคือหนึ่งการหลีกเลี่ยงและการลด โดยเพิ่มการใช้พลังงานทดแทนในร้านค้า สำนักงาน และคลังสินค้าจากปัจจุบัน 70 เปอร์เซ็นต์ ให้เป็น 100 เปอร์เซ็นต์ภายในปี ค.ศ. 2020 รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการผลิต เช่น โครงการ Gucci Scrap-less ที่ลดการใช้น้ำและสารเคมีในการผลิตเครื่องหนัง และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกิจกรรมการขนส่ง เป็นต้น

ต่อมาคือการแปรรูปสู่วัตถุดิบ ซึ่งเป็นการคิดค้นวิธีการแปรรูปแบบเดิมไปสู่กระบวนการที่ยั่งยืนกว่า ตัวอย่างเช่น โครงการ Gucci Metal-Free Tanning หรือโครงการฟอกหนังแบบไม่ใช้โลหะ หรือการเปลี่ยนไปใช้พลาสติกรีไซเคิลเป็นส่วนประกอบเพิ่มเติม อีกทั้งยังมีการเพิ่มปริมาณการผลิตเส้นใยอินทรีย์ เช่น ฝ้ายและผ้าไหมอินทรีย์ที่ได้รับการรับรองโดย The Global Organic Textile Standard (GOTS) ซึ่งสามารถหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ประมาณ 2,700 ตัน ในปี ค.ศ. 2018 หรือการหันไปใช้วัตถุดิบทางเลือกอย่างเอโกนิล (ECONYL®) ซึ่งเป็นเส้นใยไนลอนคุณภาพสูงที่มาจากการรีไซเคิล

และหลักปฏิบัติสุดท้าย นั่นคือการฟื้นฟูและการชดเชย ซึ่งเพิ่มประสิทธิภาพการจัดหาวัตถุดิบจากระบบการเกษตรที่ฟื้นฟูสภาพดิน รวมถึงถิ่นที่อยู่อาศัยของพืชและสัตว์ ซึ่งยังมีการสนับสนุนโครงการอนุรักษ์ และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ ครอบคลุมพื้นที่ป่าทั้งสิ้นกว่า 1,102,000 เฮกตาร์ เพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซคาร์บอนในปี ค.ศ. 2018

DIGITAL PLATFORM FOR PEOPLE AND PLANET

มากไปกว่าการออกนโยบาย และการปฏิบัติในรูปแบบต่างๆ กุชชี่ยังทำยิ่งไปกว่านั้น ด้วยการเปิดแคมเปญใหม่ในงานวันสิ่งแวดล้อมโลกผ่านหน้าอินสตาแกรมชื่อว่า gucciequilibrium และผ่านทางเว็บไซต์นาม Equilibrium.Gucci.com โดยเว็บไซต์และแอ็กเคานต์อินสตาแกรมจะเป็นศูนย์กลางการรวบรวมกลุ่มคน และยังทำหน้าที่แบ่งปันข้อมูลเพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น

เว็บไซต์และแคมเปญเพื่อสิ่งแวดล้อมจากกุชชี่ โดนเป็นศูนย์รวมกลุ่มคนความรู้ และการสร้างสรรค์เพื่อโลกที่ดีขึ้น

“Gucci ดำเนินการภายใต้แรงผลักดันของประเด็นปัญหาที่เป็นพื้นฐาน และมีอิทธิพลต่อการสร้างอนาคตส่วนรวมของพวกเราทุกคน เราจะยืนหยัดมุ่งมั่นสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับผู้คน และธรรมชาติที่อยู่รายล้อมธุรกิจของเรา ดังจะเห็นได้จากผลประกอบการและความคืบหน้าในการลดปริมาณก๊าซคาร์บอนอย่างชัดเจนจากรายงาน EP&L ฉบับใหม่ปี ค.ศ. 2019” บิซซาร์รีกล่าวทิ้งท้าย

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่กลุ่มบริษัทเคอริ่งทำในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยมีแบรนด์กุชชี่เป็นต้นแบบที่สำคัญในการผลักดันโลกแฟชั่นให้ขยับเข้าใกล้โลกสีเขียวมากยิ่งขึ้นทุกขณะ จึงเป็นสิ่งที่เหล่าแฟชั่นนิสต้าชาวไทยควรสนับสนุน และร่วมกันยินดี และในอนาคตอันใกล้ก็หวังว่ากลุ่มบริษัทแฟชั่นยักษ์ใหญ่เจ้าอื่นๆ ในท้องตลาดจะเดินรอยตามกุชชี่ และกลุ่มบริษัทเคอริ่ง ในการเปลี่ยนโลกแฟชั่นที่สวยงามในวันนี้ไม่ให้มีดีแค่เปลือกนอก แต่ให้งดงามกันทั้งภายนอกและภายในเหมือนอย่างที่กุชชี่เป็น